
แนะนำ 6 หนังสือดีๆที่น่าอ่าน
เล่มที่ 1: ชีวิตผมเปลี่ยนไป เมื่อได้เทพช้างมาเป็นกุนซือ
แนวหนังสือ: Self-Improvement

เล่มนี้ได้มาตอนไปเดินงานสัปดาห์หนังสือกับเพื่อนค่ะ ตอนแรกว่าจะไปโดนหนังสือเล่มอื่นๆ แต่ตาก็มาสะดุดกับเล่มนี้ ในบูทของสำนักพิมพ์ We Learn (ซึ่งภายหลังก็เป็นติ่งหนังสือสำนักพิมพ์นี้ไปละค่ะ55) ไอ้เราก็งงงวย ห๊ะ หนังสืออะไรฟะนั่น เลยหยิบมายืนอ่านบทแรกๆ อ่านไปได้แค่ 5 นาที ตัดสินใจซื้อทันทีเลย
หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยชีวิตของชายหนุ่มไม่เอาไหนคนนึงค่ะ ที่อยู่ดีๆ วันนึงก็มีเทพช้างปรากฎกายขึ้นมา (ซึ่งเราเข้าใจว่าเทพช้างที่ว่า ก็คือพระพิฆเนศที่ชาวอินเดียนับถือกันนั่นแหละ) และบอกกับชายคนนี้ว่า ถ้าจะสอนเคล็ดลับที่จะพัฒนาชีวิตตัวเองให้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือให้จะเอาไหม…แน่นอนว่าชายหนุ่มคนนี้ก็ต้องสนใจเป็นธรรมดา เลยตอบตกลงไป โดยเทพช้างก็ได้ทำการสอนเคล็ดลับดังกล่าว ผ่านภารกิจที่ให้ทำวันละ 1 ภารกิจ ซึ่งภารกิจแรกที่เทพช้างให้ทำนั้นก็คือ…
ขัดรองเท้า
ตอนแรกเราอ่านแล้วก็แบบ WTF อยู่แหละค่ะ (WTF พอๆ กับชายในเรื่องเลย)
แต่เทพช้างก็ได้อธิบายให้เราฟังว่า เหตุที่ให้เราไปขัดรองเท้าเพราะว่ารองเท้าเองก็เหมือนสิ่งที่ค้ำจุนชีวิตเราไว้ เราเดินทางไปทำงานก็ต้องใส่รองเท้า ไปไหนมาไหนก็ใส่รองเท้า ถ้าเราไม่สนใจและดูแลสิ่งที่คอยค้ำจุนชีวิตเราไว้ ก็ไม่ต้องไปทำอย่างอื่นเพื่อให้ประสบความสำเร็จแล้วล่ะ และเรื่องราวของหนังสือเล่มนี้ก็จะทำนองนี้แหละ ก็จะเป็นการที่เทพช้างให้ภารกิจกับชายคนนี้ทำในแต่ละวัน ซึ่งภารกิจบางอันฟังแล้วก็เมกเซ้นเข้าใจได้ก็มี บางอันฟังแล้วชวน WTF แบบขัดรองเท้าก็มีค่ะ แต่เสน่ห์ของเล่มนี้คือทุกภารกิจต่างมีเป้าหมายของมัน ต่างมีจุดประสงค์ของมัน และมันก็เสนอแนวทางให้เราพัฒนาขึ้นวันละนิดวันละหน่อยด้วย (เพราะเราเปลี่ยนแปลงตัวเองแบบฉับพลันไม่ได้หรอก เราต้องค่อยๆ พัฒนาทีละนิด เปลี่ยนทีละหน่อยแทน) และแนวทางการเล่าเรื่องก็จะคล้ายๆ กับเรื่องสั้น อ่านเพลินมา เผลออีกทีคือหมดเล่มแล้ว
เล่มที่ 2: หากชีวิตเป็นดั่งเกม นี่ไงล่ะ…กติกา
แนวหนังสือ: Self-Improvement
เล่มนี้เป็นการเสนอว่าถ้าชีวิตเราเป็นเหมือนกับการเล่นเกมเกมนึงแล้ว มันก็จะมีกติกาเหล่านี้ที่ควรจะยอมรับ หากอยากเล่นเกมนี้ให้สนุกและมีความสุข โดยกติกาที่ว่านั้นออกมาเป็นกฎ 10 ข้อด้วยกันดังนี้
-
คุณจะได้รับร่างกาย: ร่างกายเป็นสิ่งที่เราได้มาตั้งแต่เกิด ซึ่งมันก็มาพร้อมกับบทเรียนแรกคือเรื่องของการยอมรับค่ะ…ซึ่งการยอมรับในนี้เขาตีความว่าคือการไม่วิพากษ์วิจารณ์ร่างกายตัวเองจนเกินไป จริงอยู่ถ้าเราอ้วนก็คืออ้วน เราก็ควรจะปรับปรุงตัวเองด้วยการลดความอ้วน ลดน้ำหนักลง แต่การยอมรับคือการที่เรารู้ตัวว่าอ้วน แล้วไม่ต้องไปคิดมากถึงมันค่ะ บางคนก็เอาเรื่องที่ว่ากูอ้วนจังมาคิดมากจนไม่ต้องไปทำมาหากินอะไรก็มีค่ะ
-
คุณจะได้รับบทเรียน: ชีวิตเราก็ต้องเจอบทเรียนจำนวนมากมาย และต้องเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย นั่นทำให้เราเองก็ต้องเรียนรู้ที่จะทำอะไรหลายๆ อย่าง เช่น ความเปิดใจค่ะ…ปีก่อนเราเองก็เจอเรื่องที่จะต้องเปิดใจ ยอมรับและพยายามทำความเข้าใจกับเหตุการณ์หลายๆ อย่างค่ะ และมันก็เป็นตัว proof ให้เห็นว่า เออชีวิตเรามันก็เหมือนสอนบทเรียนบางอย่างให้กับเราจริงๆ ถ้าเรามองมันด้วยแว่นตาที่ชื่อว่า “ความเปิดใจ”
-
ไม่มีความผิดพลาด มีเพียงบทเรียนเท่านั้น: จริงอยู่ชีวิตเรามันไม่ได้ success 100% มันก็ต้องมีเรื่องผิดพลาดบ้างค่ะ…แต่หนังสือเล่มนี้ก็เสนอความคิดว่า จริงๆ อะไรที่มันไม่ success เราก็ไม่อาจเรียกว่ามันเป็น failure เสมอไป หากแต่จริงๆ มันเป็นบทเรียนให้กับเราค่ะ อย่างปีก่อนเราเองเคยมีเหตุการณ์ที่พลาดส่งเมล์เป็น batch ให้ผิดกลุ่มไป แต่ก็ยังดีที่ไม่ได้พลาดหนักมาก เรื่องนี้ถ้าเรามองเป็นความผิดพลาดมันก็คือเราทำพลาด เราส่งเมล์ผิด ก็จบเรื่องไป แต่ถ้าเรามองมันเป็นบทเรียน เราก็จะเห็นว่ามันคือบทเรียนเรื่องของความรอบคอบในการทำงานค่ะ
-
บทเรียนจะเกิดขึ้นซ้ำๆ จนกว่าคุณจะเรียนรู้: เคยสงสัยไหมว่า ทำไมบางทีชีวิตเราต้องเจอปัญหาเดิมซ้ำๆ ทำไมเราถึงดึงดูดคนแบบเดิมๆ มาซ้ำๆ หนักหนา เหตุเพราะว่าเรายังไม่ได้เรียนรู้บทเรียนที่มาจากเหตุการณ์และสถานการณ์นั้นๆ เช่น อย่างเคสด้านบน ถ้าเราพลาดท่าส่งเมล์ผิดอีกรอบเพราะไม่รอบคอบ เราก็คงต้องเจอเหตุการณ์อีหรอบส่งเมล์ผิดเรื่อยๆ จนกว่าเราจะเรียนรู้บทเรียนเรื่องการรอบคอบสักทีนั่นแหละ
-

การเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด: หลายคนก็คงตระหนักเรื่องนี้ดีอยู่แล้ว เช่นสาย dev เองก็ต้อง move on พัฒนาตัวเองอยู่เรื่อยๆ แต่หลายคนก็คงอาจจะมองว่าตัว
เอง ก็อยากจะอยู่เฉยๆ ไม่ต้องเรียนรู้อะไร แต่จริงๆ บทเรียนชีวิตเองก็มีอะไรให้เรียนรู้ตลอดเหมือนกัน ในหนังสือจึงได้เล่าในแง่มุมว่าเราควรจะต้องยอมรับ
แนวคิดที่ว่า เราไม่มีทางรู้ทุกอย่างบทโลกนี้แน่นอน และเฉกเช่นเดียวกันไม่ใช่ทุกคนจะได้บทเรียนชีวิตเหมือนๆ กัน
6. “ที่นั่น” ไม่ได้ดีกว่า “ที่นี่”: ขอยก quote ประจำบทนี้มาแทนละกันค่ะ “เมื่อ “ที่นั่น” ของคุณกลายเป็น “ที่นี่” คุณก็จะมี “ที่นั่น” ซึ่งดูดีกว่า “ที่นี่” ของคุณใน
ตอนนี้” พาร์ทนี้ได้สอนเราว่า บางทีเราก็ควรจะรู้จักซาบซึ้งกับความเป็นอยู่ในปัจจุบันบ้าง เพราะบางที ที่นั่น ก็อาจจะไม่ได้ดีกว่า ที่นี่ ที่เป็นอยู่เลยก็ได้
7. ผู้อื่นเป็นเพียงภาพสะท้อนของตัวคุณ: เรื่องนี้ผู้เขียนมองว่า บางทีเวลาเราประเมินนิสัยคนอื่น เราประเมินว่าชอบไม่ชอบอะไรในตัวเขา จริงๆ มันคือการ
ประเมิน โดยเราเองเป็นที่ตั้งค่ะ นั่นหมายถึงว่า นิสัยของคนอื่นที่เราเห็น มักจะเป็นนิสัยเรานั่นแหละ ทั้งเรื่องดีหรือไม่ดี ดังนั้นความท้าทายของกฎข้อนี้คือทำยัง
ไงให้การที่เรามองนิสัยเขาเป็นการตีความนิสัยของเราเองด้วย และได้โอกาสที่เราจะได้พัฒนาจุดด้อยตัวเอง
8. ชีวิตจะเป็นเช่นไรก็สุดแล้วแต่คุณ: ข้อนี้ค่อนข้างจะตรงตัวครับ เรื่องทั้งหมดที่เล่ามา 7 ข้อก่อนหน้าจะเป็นไงนั้น สุดท้ายก็อยู่ที่ตัวเราเองจะตัดสินใจและ
กระทำออกมาเองค่ะ
9. คำตอบทอดกายในตัวคุณ: แม้ว่าทั้งหมดทั้งมวลที่อ่านมาอย่างยาวนานนั้นจะฟังดูยาก แต่หนังสือเล่มนี้ก็ convince คุณมา จริงๆ คำตอบของบทเรียน
ทั้งหมดที่คุณอยากรู้มันก็อยู่ในตัวคุณแล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือมองมันแบบ unbias ใช้ปัญญาที่มีค่อยๆ คิดพิจารณามันไปค่ะ…จริงๆ เองปีก่อนบางเหตุการณ์ที่ เจอในใจลึกๆ ก็พอรู้อยู่แล้วว่าผลจะเป็นยังไงจริงๆ สิ่งที่ควรทำก็คือลดความ bias / ego ต่อตัวเอง ลงมาหน่อยก็จะเห็นคำตอบนั้นชัดขึ้น
10. คุณจะลืมกฎทุกข้อตอนที่คุณลืมตาดูโลก: ตอนแรกอ่านมาจนถึงบทนี้ อาจจะดูล้มโต๊ะ WTF บ้าง หมายความว่าไงวะ…จริงๆ เขาบอกว่า เราเกิดมาพร้อมกับ
กฎสิบข้อนี้แล้ว แต่เรามักจะ “ลืม” มันไประหว่างทาง หรือเมื่อเจอเหตุการณ์บางอย่าง เช่นถ้าเรื่องงานเราก็จะจำกฎทุกข้อได้ชัดเจนมาก แต่พอเจอเรื่องความ
รักไปบางทีเราก็จะลืมกฎหลายๆ ข้อไปหมดเกลี้ยง แต่เราก็จะกลับมา “จำ” มันได้เมื่อเราบรรลุถึงมันแล้ว
หลายคนถ้าอ่านถึงตรงนี้ ก็อาจจะคิดละ ตูไม่น่าซื้อมาอ่านละ รู้ครบทุกข้อ…โถ่ถังค่ะ หนังสือมันไม่ได้สั้นๆ เท่านี้นะค่ะ 55555
เล่มที่ 3: ทำไมคุยกับคนนี้แล้วรู้สึกดีจัง
แนวหนังสือ: จิตวิทยา / Self-Improvement

หนังสือเล่มนี้ได้มาคู่กับหนังสือเทพช้าง (และเล่มที่ 4 ที่จะพูดถึงด้วย) ก็เหมือนกับหนังสือเทพช้างครับ คือตอนแรกเห็นปกแล้วก็แบบ หือออออออออ น่าสนใจจัง 55555555
แต่ถ้าคิดว่าเนื้อในจะเหมือนกับชื่อเรื่องแบบที่คิดตอนแรก ก็แสดงความเสียใจด้วยค่ะ555555555 จริงๆ หนังสือเล่มนี้มันว่าด้วยการ “สื่อสารและพูดคุย” ค่ะ ผู้เขียนเป็นนักจัดรายการวิทยุชื่อดังของญี่ปุ่นคนนึงค่ะ ซึ่งอารมณ์ประมาณว่าพูดเก่งมากจนเมื่อเจ้าตัวบอกว่า “เป็นคนที่บกพร่องด้านการสื่อสาร” คนก็คงไม่เชื่อกันแหงๆ แต่ก็เป็นเรื่องจริง เพราะนักจัดวิทยุคนที่ว่าเป็นอาการนี้จริงๆ เล่มนี้ได้เล่าเทคนิคบางอย่างที่ช่วยให้เราพูดคุยได้ดีขึ้นค่ะ โดยการพูดคุยที่ว่าคือการพูดในเชิง smalltalk นี่แหละ หรือพูดง่ายๆ ก็คือการคุยเล่นสัพเพเหระนี่แหละค่ะ มีเทคนิคนึงที่ผมชอบ และน่าจะประยุกต์ได้ในหลายสถานการณ์คือ ให้ถามว่า “ตัดผมมาเหรอ” ตอนจะเริ่มบทสนทนากัน หลายคนฟังตอนแรกอาจจะงงๆ นิดๆ ว่ามันจะช่วยได้ยังไง? ถ้าลองคิดดีๆ จะเห็นว่าคำถามนี้คนฟังก็จะรู้สึกว่า เออคนถามเขาดูสนใจการเปลี่ยนแปลงของตัวเราแฮะ ซึ่งถ้าเราตัดผมมาจริงๆ เราเองก็จะมีความมั่นใจว่าต้องมีคนทักบ้างแหละนะ (ถึงจะไม่มั่นใจว่าจะมีคนทัก แต่ก็คงมีความรู้สึกว่า ตูน่าจะโดนทักแน่ๆ) การถูกถามแบบนี้ทำให้เรารู้สึกมีความมั่นใจในทรงผมใหม่ขึ้นมาทันตาเลย อีกประการนึงคือ คำถามนี้มันตอบได้ง่ายมากๆ เพราะเราเองก็จะไม่ลืมว่าเพิ่งตัดผมมา (ซึ่งก็เป็นเรื่องจริงนะ คนเรามันก็ลืมอะไรต่ออะไรได้เยอะแยะ แต่ก็ไม่ยักกะเคยลืมว่าเพิ่งจะตัดผมมา) และตอบได้โดยไม่ต้องแบกรับภาระทางความคิดอะไรมาก ซึ่งเป็นคำถามที่ผู้เขียนเรียกว่า “คำถามในอุดมคติของวงสนทนา” เลยแหละ หรือต่อให้เขาไม่ได้ตัดผมมาจริงๆ คุณก็อาจจะแย้บต่อไปอีกก็ได้ว่า “โห แสดงว่าไปทำอย่างอื่นมาสิ คุณดูดีขึ้นเยอะเลย”
เล่มที่ 4: ผู้หญิงไม่อธิบาย ผู้ชายเดาใจไม่เป็น
แนวหนังสือ: จิตวิทยา / Self-Improvement
หนังสือเล่มนี้เนื้อหาในเล่มคืออธิบายความแตกต่างของสองเพศ คือเพศชาย กับเพศหญิง ว่าใน context หรือบริบทต่อเหตุการณ์นึงนั้น สองเพศนี้จะมีความคิดแตกต่างกันยังไงบ้างค่ะ เช่นในเรื่องการสื่อสาร เขาบอกว่าผู้ชายเป็นคนที่เดาใจคนอื่นไม่เป็น เพราะเป็นเพศที่จะไม่ค่อยช่างสังเกต ไม่ค่อยใส่ใจคนอื่น แถมยังไม่คิดจะปรับปรุงตัวในเรื่องนี้ด้วย นั่นทำให้หลายๆ ครั้งผู้ชายก็จะเดาใจผู้หญิงไม่ค่อยออกจริงๆ ว่าเป็นอะไร เพราะก็ไม่ค่อยจะสังเกตกันนี่แหละ (เช่น ไม่ค่อยสังเกตว่าทำไมแฟนงอน ทำไมหงุดหงิด เป็นต้น) ส่วนผู้หญิงนั้น ก็ดันเป็นเพศที่คาดเดาอารมณ์เก่งมากๆ และช่างสังเกตด้วยทำให้ผู้ชายก็มักจะคิดว่า อ้าวเฮ้ย ก็ไม่อธิบายกูเนี่ย กูจะไปรู้ไหมฟะ แต่จริงๆ ผู้หญิงเขาคิดแค่ว่า “เอ้า ก็เห็นอยู่ทนโท่เนี่ย ไม่รู้ได้ไงฟะ” ก็เลยไม่อธิบายค่ะ (ทำให้เกิดเป็นชื่อหนังสือเล่มนี้นี่แหละ 5555) ซึ่งจุดชอบของหนังสือเล่มนี้คือ มันอธิบายได้ดีค่ะ เห็นภาพด้วย (หลายเคสอ่านแล้วฮาก๊ากเลย) และจริงๆ จะค้นพบว่าความต่างของสองเพศนี้มันก็เกิดจากพื้นเพของทั้งสองเพศที่ต่างกัน ทั้งในบริบททางกายภาพ (เซลล์ประสาทในสมองที่ต่างกัน ทำให้ผู้ชาย multi-task ไม่เก่งเท่าผู้หญิง รวมถึงการประมวลผลในบางเรื่องก็จะต่างกัน) และทางสังคม (ผู้ชายเล่นเบสบอล ที่ต้องมีคนชนะ ทำให้หลายๆ ครั้งผู้ชายมักกระหายชัยชนะในทุกๆ เรื่อง ในขณะที่ผู้หญิงเล่นพ่อแม่ลูก ไม่จำเป็นต้องมีคนชนะ

เล่มที่ 5: The Nerd of Microsoft
แนวหนังสือ: เรื่องเล่าประสบการณ์ชีวิต

หนังสือเล่มนี้เป็นหนึ่งในหนังสือที่อ่านแล้วอินมาก และอ่านจบในเวลารวดเร็วมากๆ เช่นกัน หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยคนไทยที่ได้ทำงานเป็น Software Developer ที่ไมโครซอฟท์ค่ะ หนังสือเล่มนี้ก็จะต่างกับเล่มอื่นๆ ที่ได้อ่านในปีที่แล้วที่ว่ามันเป็นหนังสือเล่าประสบการณ์ชีวิต (ในขณะที่เล่มอื่นๆ ตอนอ่านก็ต้องคิดๆ ตามด้วย) ซึ่งชอบความฮาของหนังสือเล่มนี้ครับ คนทำ software สาย dev ด้วยกันอ่านแล้วเราว่าต้องชอบชัวร์ๆ เพราะแม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft ก็ยังต้องเจอปัญหาแก้ requirement ไปเรื่อยๆ และสุดท้ายแม่งก็เสือกจะเอาแบบตอนแรก แต่สิ่งที่ได้มาเพิ่มเติมคือ เรา reflect เห็นวิถีชีวิตของคนที่นู้นได้เหมือนกัน คนที่นู้นเขาจะมีความจริงจังกับการทำงานมาก เรียกได้ว่า work hard พอตัวเลยแหละ นอนหามรุ่งหามค่ำก็บ่อย แต่บทจะ play hard ก็เรียกว่า play very hard และจริงจังเบอร์นั้นเลยแหละ เช่น มีครั้งนึงจะให้ทุกทีมแข่งกันทำเครื่องคราฟท์เบียร์ออกมา แล้วจัดปาร์ตี้กัน ถ้าชอบของทีมไหนก็โหวต โหวตเยอะสุดชนะไรงี้ ซึ่งความจริงจังคือทีมที่ผู้เขียนอยู่นั้นมีสมาชิกคนนึงที่เป็นเนิร์ดขนานแท้ แต่พอถึงเวลาทำเครื่องคราฟท์เบียร์แม่งก็โคตรจริงจัง ทั้งดีไซน์ หาของ ประกอบ เขียนโค้ด ครบสูตรเลยจ้า
เล่มที่ 6: เมื่อสวรรค์ให้รางวัลผม
แนวหนังสือ: นิยายเรื่องสั้น
เล่มนี้ได้มาเพราะจู่ๆ มีคนมาวางไว้ที่โต๊ะที่ทำงาน พร้อมโพสอิท “Happy New Year” ติดมาค่ะ (ก็พอเดาออกว่าใครให้ ดูลายมือก็รู้ 55) เป็นนิยายเล่มเดียวที่ได้อ่านในปีที่แล้วครับ เรื่องของเล่มนี้ก็คือ มีดวงวิญญาณดวงนึงได้โอกาสกลับไปที่โลกมนุษย์ใหม่อีกครั้ง โดยมีข้อแม้คือ จะให้อยู่ในร่างของเด็กคนนึงที่เพิ่งฆ่าตัวตายไป และจะจำความทรงจำในอดีตชาติที่ยังเป็นมนุษย์ไม่ได้ และจะจำได้เมื่อสำนึกว่าบาปที่ตัวเองทำไปในชาติก่อนนั้นคืออะไรกันแน่
ตอนแรกก็อ่านๆ ไปครับ แต่ก็ค้นพบว่าอ่านไปนิดหน่อย เพลินเลย อ่านติดจนจบเลย และเอาไป search Google ดูพบว่า เห้ยแม่งกลายเป็นหนังสือหายากไปแล้ว!และหนังสือเล่มนี้เคยเอาไปทำเป็นหนังด้วยค่ะ
และส่วนตัวบอกเลยว่า เป็นหนังสือที่ดีมากๆ ถ้ามีโอกาสก็อยากให้ทุกคนได้ลองอ่านค่ะ (เสียดายว่ามันหายากแล้วจริงๆ…) ชอบเรื่องที่หนังสือเล่มนี้สอนกับเราคือ “บางทีเรามักจะมองเหตุการณ์นึงเพียงแค่มุมเดียวเท่านั้น”

Reflection: คิดว่าได้อะไรจากการอ่านหนังสือ
ตอนแรกคิดว่าตัวเองจะอ่านหนังสือแต่แนว self-improvement ในปีก่อน แต่ไปๆ มาๆ ก็มีอ่านแนวอื่นด้วยจริงๆ ก็รู้สึกได้เลยว่า การอ่านหนังสือก็เป็นการใช้เวลาว่างแบบนึง เช่นเดียวกับเล่นเกม ดูหนังแหละ ในขณะที่การดูหนังและเล่นเกมก็ให้ความบันเทิง แต่หนังและเกมบางเรื่องก็ให้สาระกับเราด้วย การอ่านหนังสือจริงๆ ก็เหมือนกันนะ หลายเล่มก็ให้ความบันเทิงได้ดี เช่น เทพช้าง/เมื่อสวรรค์ให้รางวัลผม/the nerd of microsoft ที่แต่งโครงเรื่องเหมือนเรื่องเล่าดีๆ นี่เอง แต่นอกจากความบันเทิงผ่านกระดาษแล้ว ก็ยังมีข้อคิด และจุดที่เราได้ reflect ตัวเองเหมือนกันค่ะรวมถึงพวกหนังสือ self-improvement เองก็ช่วยให้เราได้คิดและพัฒนาตัวเองขึ้นไปด้วย (ไม่มากก็น้อยแหละจริงๆ) ดังนั้น เราก็อยากเชิญชวนให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ มาอ่านหนังสือกันเถอะค่ะ เราว่าการอ่านมันให้อะไรกับเรามากกว่าที่คิดจริงๆ แหละ
